ม.อ. ปัตตานี เปิดเวทีภาคีเครือข่าย “เส้นทางแห่งความร่วมมือ” รับฟังทุกเสียง สู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดโครงการ “60 ปี เส้นทางแห่งความร่วมมือ สู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า : การรับฟังเสียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อร่วมมือด้านพันธกิจสังคมอย่างยั่งยืน” เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคมชายแดนใต้อย่างยั่งยืน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดร. ชไมพร อินทร์แก้ว หัวหน้าสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี รองศาสตราจารย์ ดร. ว่าที่ร้อยเอก สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ ดร. ชนกิตติ์ ธนะสุข ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ภายในงานมีการเสวนาแนะนำแหล่งเรียนรู้ภายในวิทยาเขตปัตตานี และการดำเนินงานบริการวิชาการเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน รวมถึงการสนทนากลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอผลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม จัดขึ้น ณ ห้องวิจารณ์ศุภกิจ ชั้น 3 สำนักงานวิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี กล่าวภายหลังการจัดกิจกรรม “60 ปี ม.อ. สู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า” ว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มุ่งมั่นขับเคลื่อนบทบาทการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า” ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนและทุกภาคส่วนที่ร่วมสะท้อนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยและสังคมโดยรวม ทั้งนี้ หลายประเด็นที่ได้รับฟังในเวทีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการศึกษา การสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปยกระดับการผลิต การตลาด ตลอดจนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสังคม สุขภาพ การพยาบาล การสาธารณสุข พื้นที่นวัตกรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางใหม่ ๆ เช่น การพัฒนาคาร์บอนเครดิต ซึ่งได้รับความสนใจจากชุมชนเป็นอย่างมาก เสียงสะท้อนจากเวทีการรับฟังในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นความต้องการให้มหาวิทยาลัยทำงานเชิงรุกกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และเครือข่ายวิชาการ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการ งานวิจัย และทรัพยากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า มหาวิทยาลัยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกับจังหวัดปัตตานีและพื้นที่ชายแดนใต้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


ด้าน นางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และทรัพยากรที่จำเป็น สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยกับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ คณาจารย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยยังลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเกษตรกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การยกระดับงานหัตถกรรมพื้นถิ่น การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ ตลอดจนงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ถือเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้ง่าย ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่นำวิชาการมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยต่อยอดทุนเดิมของชุมชนให้เกิดคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม สิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว เมื่อได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยก็ยิ่งมีพลังมากขึ้น และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน


นายณัฐกิตติ์ จันดำ กลุ่มเกษตรหนุกหนาน อ.จะนะ จ.สงขลา เปิดเผยถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ว่า มหาวิทยาลัยถือเป็นแหล่งองค์ความรู้และข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยชุมชนได้มีโอกาสทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาอย่างต่อเนื่อง บทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัย คือการนำองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ามาหนุนเสริมชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอาชีพดั้งเดิม แต่ยังขาดโอกาสในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แข่งขันได้ในตลาด เมื่อได้รับการสนับสนุนด้านความรู้ จึงสามารถนำไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนได้

“สิ่งที่อยากเห็นจากมหาวิทยาลัย คือการเปิดกว้างและลดกำแพงการเข้าถึงองค์ความรู้ ให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานกลาง ภาคการเกษตรในพื้นที่ยังต้องการเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การพัฒนาพันธุ์พืช การขยายพันธุ์ และการลดต้นทุนการผลิต เช่น การปลูกมะละกอ ที่ปัจจุบันต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์จากภาคเหนือ ซึ่งมีต้นทุนสูง หากมหาวิทยาลัยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้ชุมชนผลิตได้เองในพื้นที่ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”