ข่าวชาวสงขลานครินทร์

27 ปีบนเส้นทางการทำวิจัย พูดคุยกับ ศ. ดร.ภก.ธีระพล ศรีชนะ คณะเภสัชศาสตร์ ม.อ. จากความมุ่งมั่นสู่รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ




“ในท่ามกลางประเทศนี้ที่นักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช มีมากกว่าพันคน แน่นอนว่าก็รู้สึกดีใจ แล้วก็ภูมิใจที่มีโอกาสได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เรียกว่าเป็นเกียรติกับตัวเอง เป็นเกียรติกับคณะ และมหาวิทยาลัย”

PSU Connext ชวนพูดคุยขุดคุ้ยแนวคิด และพาไปรู้จักกับ ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธีระพล ศรีชนะ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หลังได้รับเลือกให้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปีงบประมาณ 2569 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา


อะไรคือจุดเริ่มต้นทำให้อาจารย์ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักวิจัย

: จากการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่เชื่อมโยงโดยตรงกับศาสตร์ด้านเคมีและการใช้ยาเพื่อการรักษาโรค ทำให้การทำงานและการวิจัยในสายเคมีและเภสัชศาสตร์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับวิชาชีพโดยตรง และภายหลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก เมื่อประมาณ 27 ปีก่อน ก็ได้เริ่มดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนายาพ่นสำหรับรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหืดและโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งในระยะแรกเป็นการศึกษายาพ่นในรูปแบบผงแห้ง ตามหัวข้อวิจัยในช่วงปริญญาเอก ต่อมาได้ต่อยอดงานวิจัยจากยาพ่นผงแห้งไปสู่ยาพ่นในรูปแบบของเหลว ทั้งที่ใช้พ่นเข้าสู่ปอดและพ่นผ่านช่องจมูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและการนำยาเข้าสู่ร่างกาย โดยได้ดำเนินการศึกษาและวิจัยในด้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี



งานวิจัยที่สะท้อนถึงบทบาทของอาจารย์ในฐานะนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ

: งานวิจัยด้านยาพ่นสามารถแบ่งออกเป็นหลายด้าน ด้านแรกคือการพัฒนายาขยายหลอดลมสำหรับรักษาโรคหืดและโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งได้ดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี งานวิจัยส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับอุตสาหกรรมยา เพื่อผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนอีกด้านเป็นงานวิจัยเชิงบุกเบิก โดยมุ่งเน้นการพัฒนายารักษาวัณโรคในรูปแบบยาพ่น จากเดิมที่ยารักษาวัณโรคส่วนใหญ่เป็นยารับประทาน และในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนายาให้สามารถสูดดมเข้าสู่ปอดโดยตรง เพื่อกำจัดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในถุงลมปอด ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของการรักษาอีกด้วย

งานวิจัยดังกล่าวนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในห้องปฏิบัติการ การเตรียมยาระดับอุตสาหกรรมภายใต้มาตรฐาน GMP การทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครปกติ และการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยวัณโรค ผลการศึกษาพบว่า ยาพ่นมีประสิทธิภาพในการรักษา ช่วยลดอาการไอ ลดอาการไอเป็นเลือด และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่ายาพ่นดังกล่าวสามารถช่วยย่นระยะเวลาการรักษา จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เหลือเพียงราว 1-2 เดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรควัณโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกเหนือจากยารักษาวัณโรคแล้ว ยังมีการวิจัยและพัฒนายาพ่นชนิดอื่น ๆ เช่น ยาต้านเชื้อราและยาต้านเชื้อไวรัส เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงโรคติดเชื้อไวรัส เช่น โควิด-19 และไข้หวัดนก ซึ่งต้องอาศัยยาที่ช่วยรักษาอาการและภาวะล้มเหลวของระบบทางเดินหายใจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมยาพ่นสำหรับการรักษาโรคทางเดินหายใจในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น



แนวคิดหรือกลยุทธ์ในการผลักดันงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การใช้ประโยชน์จริง

: การวิจัยและพัฒนายาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เงินลงทุนในระดับสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการและนักวิจัย รวมถึงภาคอุตสาหกรรมยา โดยในส่วนของนักวิจัยครอบคลุมตั้งแต่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยา หากทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของงานวิจัยได้ เนื่องจากการพัฒนายาแต่ละชนิดต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยการพัฒนายาใหม่อาจต้องใช้งบลงทุนสูงถึงประมาณ 10,000 ล้านบาท ขณะที่ยาสามัญยังต้องใช้งบประมาณราว 200-500 ล้านบาท หากขาดผู้ลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม โอกาสที่งานวิจัยจะนำไปสู่การใช้งานจริงก็ย่อมเป็นไปได้ยาก

นอกจากภาคอุตสาหกรรมยาแล้ว กระบวนการขึ้นทะเบียนยาให้ได้มาตรฐานยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารทางวิชาการ เพื่อแสดงหลักฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นต้องมีนักวิชาการและนักวิจัยเข้าไปมีบทบาทสนับสนุนอย่างใกล้ชิด การพัฒนายาหนึ่งผลิตภัณฑ์จึงเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ภาควิชาการ ภาคนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรมยา หน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงผู้ใช้ยา เช่น โรงพยาบาล คลินิก และร้านยา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุข โดยผู้ป่วยถือเป็นปลายทางสุดท้ายของกระบวนการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง



บทบาทของนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัชกับการแข่งขันระดับโลก

: ยาเป็นปัจจัยสำคัญในระบบการดูแลรักษาผู้ป่วย การวิจัยและพัฒนายาจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่นักเคมีในกระบวนการสังเคราะห์สาร จากนั้นส่งต่อสู่การพัฒนาทางด้านเภสัชศาสตร์โดยเภสัชกร ก่อนเข้าสู่การทดสอบและประยุกต์ใช้ในทางคลินิกด้านแพทยศาสตร์ กระบวนการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะตัวยาสำคัญเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสูตรตำรับยาให้เหมาะสม เมื่อได้ตำรับยาแล้วจะต้องผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ทั้งในระดับเซลล์ การทดลองในสัตว์ทดลอง และการศึกษาวิจัยในมนุษย์ เริ่มจากอาสาสมัครสุขภาพดีเพื่อประเมินความปลอดภัย ก่อนขยายสู่การทดลองในผู้ป่วยเพื่อพิสูจน์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้ว จึงจะสามารถขยายกำลังการผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนายาที่สมบูรณ์ครบวงจร

เนื่องจากยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากประเทศให้การส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศ นอกเหนือจากภาคการเกษตร โดยอุตสาหกรรมยาถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน ความก้าวหน้า และการพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงในระดับประเทศ



ฝากข้อคิดหรือมีคำแนะนำถึงนักวิจัยและนักศึกษารุ่นใหม่

: ในฐานะผู้ได้รับรางวัลและในฐานะอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็ขอส่งกำลังใจไปยังนักวิจัยรุ่นใหม่ ทั้งนักศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และอาจารย์รุ่นใหม่ โดยมองว่าการเป็นนักวิจัยจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เลือกทำงานวิจัยในสาขาที่ตนเองถนัดและดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้ การสร้างผลงานวิจัยต้องอาศัยการทำงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างทีมวิจัย การมีเครื่องมือและทรัพยากรที่เหมาะสม การขอรับทุนวิจัย การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งในการทำงานตามเป้าหมายที่วางไว้

เมื่อมีการสะสมผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จก็ย่อมเกิดขึ้นได้ โดยรางวัลอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากรางวัลในระดับคณะ ระดับมหาวิทยาลัย ก่อนขยายไปสู่ระดับประเทศ ระดับสาขาวิชา หรือก้าวไปสู่เวทีในระดับนานาชาติได้ ทั้งนี้ ผลงานวิจัยและการเผยแพร่ทางวิชาการจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการยอมรับในวงวิชาการ ทั้งในประเทศและระดับโลก เป็นการสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับตนเอง มหาวิทยาลัย และสังคมโดยรวม




“ขอเป็นกำลังใจให้นักวิจัยทุกคนให้เดินหน้าทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ พร้อมเชื่อมั่นว่าในที่สุดจะสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ได้” ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธีระพล ศรีชนะ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ/เรียบเรียง: PSU Connext