ม.อ. สุราษฎร์ธานี ผนึกกำลังฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยองค์ความรู้วิชาการ มุ่งสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ จุฑาพฤทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรทรัพยากรประมง คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า โครงการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนอ่าวบ้านดอน มีที่มาจากการทำงานวิจัยและการเป็นที่ปรึกษาด้านการกำหนดตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งพบว่าการฟื้นฟูป่าชายเลนในหลายพื้นที่ของประเทศที่ผ่านมา เน้นการปลูกไม้ชนิดเดียว โดยเฉพาะโกงกาง ส่งผลให้ระบบนิเวศขาดความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชน
“การปลูกป่าชายเลนแบบเดิม ปลูกแน่น ปลูกเร็ว เพื่อให้เห็นผลในเชิงภาพลักษณ์ อาจได้พื้นที่สีเขียวคืนมา แต่ระบบนิเวศกลับไม่ฟื้น คนเข้าไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ สัตว์หน้าดินหาย ความหลากหลายเป็นศูนย์ โครงการนี้จึงตั้งใจเปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘ปลูกให้ครบ’ เป็น ‘ปลูกให้ถูก’” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กล่าว
โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้สนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชน คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด (ในกลุ่ม EGCO) ผู้ให้พื้นที่ดำเนินโครงการคือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทีมคณาจารย์จากคณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี โดยใช้พื้นที่นากุ้งร้างกว่า 20 ไร่ เป็นแปลงนำร่องฟื้นฟูป่าชายเลนระยะเวลา 5 ปี
จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือการออกแบบการฟื้นฟูโดยอิงบริบทพื้นที่จริง เลือกใช้พันธุ์ไม้ป่าชายเลนพื้นถิ่นและพันธุ์ไม้ใกล้เคียงหลายชนิด ปลูกแบบผสมผสาน ไม่ยึดติดกับการปลูกไม้ชนิดเดียว และกำหนดระยะปลูกใหม่เป็น 5x5 เมตร เพื่อให้ต้นไม้เติบโตแข็งแรง สะสมคาร์บอนในเนื้อไม้ได้ดี และเปิดพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นกลับคืนสู่ระบบนิเวศได้
ในมิติด้านวิชาการ โครงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการวิจัยและติดตามผลอย่างเป็นระบบ อาทิ การใช้ Environmental DNA (E-DNA) เพื่อตรวจสอบความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ สัตว์หน้าดิน ไปจนถึงสัตว์ป่า การใช้โดรนและโดรนแบบ Multispectral ในการสำรวจการรอดตาย การเจริญเติบโต คุณภาพดิน และเรือนยอดไม้ ลดการใช้แรงงานคน และเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล
ขณะเดียวกัน โครงการยังเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการต่อยอดทรัพยากรชีวภาพ เช่น การพัฒนา “น้ำปู๋จากปูแสม” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยสามารถเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบเดิมได้ถึง 3 เท่า รวมถึงโครงการขยายพันธุ์ “ต้นเป้ง” พืชอาหารพื้นถิ่นของชุมชนอ่าวบ้านดอน ด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืชและสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมและความยั่งยืน” อย่างชัดเจน โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ ภาคนโยบาย และชุมชน ให้มาพบกันบนฐานข้อมูลและความเข้าใจเดียวกัน ไม่ใช่การฟื้นฟูแบบเร่งรีบหรือทำเพื่อภาพลักษณ์
“ถ้าโมเดลนี้ถูกถ่ายทอดและขยายผลได้ จะเป็นต้นแบบการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ใช้ได้จริงในพื้นที่อื่นของประเทศ เป็นการใช้เงิน CSR อย่างคุ้มค่า เกิดผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
โครงการฟื้นฟูป่าชายเลนอ่าวบ้านดอน จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่เป็นการวางรากฐานองค์ความรู้ใหม่ด้านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ที่มุ่งคิดก่อนปลูก ทำก่อนทิ้ง และติดตามจนเห็นผล เพื่อให้ป่าชายเลนกลับมาเป็นทั้งแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งทำกินของชุมชน และเกราะป้องกันชายฝั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว