ข่าวชาวสงขลานครินทร์

ม.อ. มอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประจำปี 2568 ยกย่องผู้ทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้




มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้ให้เป็นตัวอย่างการดำรงชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจในการทำประโยชน์เพื่อชุมชนให้อนุชนได้ยืดถือเป็นแบบอย่าง โดยมีผู้ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประจำปี 2568 ดังนี้

พระอธิการเรวัต ธีรสทฺโธ (พ่อท่านเวาะห์) ผู้ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประเภทบุคคล ประจำปี 2568



พระอธิการเรวัต ธีรสทฺโธ (พ่อท่านเวาะห์) เจ้าอาวาสวัดเทพนิมิต อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นชาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำใจ และรู้จักการแบ่งปันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านได้ศึกษาธรรมะเพื่อหาหนทางแห่งการดับทุกข์ให้ตนเอง โดยได้ละจากเพศฆราวาสเพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ตั้งแต่ปี 2525 แม้ว่าบิดาและมารดาของท่านจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ท่านมีบรรพบุรุษและญาติพี่น้องเป็นชาวมุสลิมจำนวนมากและยังมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับชาวมุสลิมมาโดยตลอด ดังนั้น นอกจากการรับกิจนิมนต์ของชาวไทยพุทธแล้ว ท่านยังเดินทางไปร่วมงานของชาวไทยมุสลิมเป็นประจำ จนเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในพื้นที่ ทำให้ท่านสามารถเชื่อมโยงหลักคำสอนของทั้ง 2 ศาสนาเข้าสู่วิถีชีวิตของชาวไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่ได้ โดยถือคติว่า “ศาสนาใดก็ตาม มีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ การช่วยให้ทุกคนพ้นจากบ่วงแห่งความทุกข์”

พระอธิการเรวัต ธีรสทฺโธ มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยแนวทางสันติวิธีให้อยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน โดยการนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้ โดยใช้วัดเทพนิมิตเป็นพื้นที่ต้นแบบและเป็น “ศูนย์รวมใจ” ไม่ใช่ “ศูนย์แบ่งแยก” มีการจัดกิจกรรมร่วมแรงร่วมใจกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง 2 ศาสนิกชน จึงได้รับความเคารพจากชาวมุสลิมในพื้นที่จำนวนมาก โดยท่านกล่าวว่า “เราไม่ได้อยู่ในประเทศไทยของชาวพุทธหรือมุสลิม แต่เป็นประเทศไทยของทุกคน” ท่านได้สร้างเครื่องมือสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ข้ามศาสนา คือการใช้ “ช้าง” เป็นสัญลักษณ์ในการสร้างสันติสุขและสมานฉันท์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยท่านได้นำช้างมาเลี้ยงในวัดเทพนิมิตจนเป็นที่สนใจของทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้เกี่ยวกับช้าง ส่งผลให้วัดเทพนิมิตกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ลดความกลัวความหวาดระแวงและเป็นพื้นที่กลางสำหรับทุกคน ช้างจึงเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม ศาสนา และจิตใจ การเปิดพื้นที่ให้ทุกศาสนาได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับช้างจึงสร้างความรู้สึกร่วมและความเป็นเจ้าของร่วมโดยไม่ต้องมีศาสนาเข้ามาแบ่งแยก ปัจจุบันมีผู้มีจิตศรัทธาและเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้ซื้อช้างมาถวายเพิ่มเติมจำนวนหลายเชือก โดยท่านได้นำช้างเข้าร่วมขบวนแห่ในพิธีต่าง ๆ ทางศาสนา ซึ่งผู้เลี้ยงช้างเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสสามทั้งหมด

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ทันตแพทย์ธงชัย นันทนรานนท์ ผู้ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประเภทบุคคล ประจำปี 2568



ศาสตราจารย์ นพ.ทพ.ธงชัย นันทนรานนท์ ในฐานะอาจารย์ทันตแพทย์ได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับในริเริ่มการรักษาทางศัลยกรรมในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงการริเริ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น จนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนาการรักษาให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้งได้อุทิศแรงกายแรงใจและทรัพย์สินส่วนตัวในการสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยท่านได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาทันตแพทย์และทันตแพทย์ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ของภาคใต้ เป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปี ทำให้คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการยอมรับในด้านการรักษาทางศัลยกรรมในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่อย่างกว้างขวาง

ท่านยังได้ริเริ่มการรักษาทางศัลยกรรมในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ กะโหลกศีรษะและใบหน้า ในเขตภาคใต้ตอนล่างโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ริเริ่ม “โครงการความร่วมมือการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ภาคใต้ตอนล่าง คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” จนพัฒนาเป็น “กองทุนเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๐ ปี สมเด็จย่า คณะทันตแพทยศาสตร์” ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางศัลยกรรมในการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ จนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ และพัฒนาการรักษาให้มีมาตรฐาน ลดภาวะแทรกซ้อน ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษา จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้งได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และยังเป็นผู้ริเริ่มการผ่าตัดยืดกระดูกขากรรไกรในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ด้วยวิธีดิสแทรกชันออสติโอเจนเนสิส (Distraction Osteogenesis) แบบในช่องปากเป็นรายแรกของประเทศ และยังได้ดำเนินการจัดทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างกระดูกด้วยวิธี Distraction Osteogenesis ซึ่งผลงานได้รับการตีพิมพ์และได้นำเสนอในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ โดยหนังสือและงานวิจัยของท่านช่วยให้ศัลยแพทย์และนักศึกษาแพทย์ผู้สนใจสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการค้นคว้าเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยปัจจุบันท่านยังคงทำหน้าที่เป็นศัลยแพทย์ในการผ่าตัดผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หน่วยทันตกรรมจัดฟันสัญจรเพื่อผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงการบรรยายและสาธิตการผ่าตัดให้แก่ศูนย์การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่

นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประเภทบุคคล ประจำปี 2568



นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช เป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการอุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคมโดยยึดหลัก 5 ประการ ได้แก่ เป็นคนดี ภูมิใจในบ้านเกิด ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง การยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า “คุณค่าของมนุษย์ คือการเกิดมาแล้วอยู่ให้ดีและมีประโยชน์” และลงมือทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จากหลักคิดดังกล่าวที่ได้ยึดถือปฏิบัติ จึงนำไปสู่การดำเนินการเพื่อก่อประโยชน์แก่สังคมและภาคใต้นานัปการ เช่น เป็นผู้ริเริ่มและร่วมก่อตั้งสวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปีพุทธศักราช 2528 (ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น บวรนคร) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญา ส่งเสริมการพัฒนาและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ประเพณี วรรณกรรมและการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ให้ผู้คนทุกเชื้อชาติ ศาสนา และทุกวัยได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง ศิลปะ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต

สำหรับในด้านการศึกษา นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ได้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างปี 2535-2545 ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคใต้ในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่น การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มและร่วมขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในภาคใต้ เช่น เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ จังหวัดนครศรีธรรมราช “โครงการดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้” เพื่อพัฒนาชุมชนสุขภาวะภาคใต้ใน 10 เครือข่ายของ 14 จังหวัดทั่วภาคใต้ อีกทั้งได้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายความร่วมมือฟื้นฟูชีวิตชุมชนชายฝั่งอันดามันใน ๖ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิซึ่งได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทย เมื่อปี 2547 รวมทั้งได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช เป็นบุคคลสำคัญที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ “หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” ในฐานะทั้งผู้ร่วมก่อตั้ง และศิษย์ผู้สืบทอดแนวคิดการเผยแพร่ธรรมะเชิงประยุกต์ให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ โดยใช้หลักการของพระธรรมโกศาจารย์ หรือท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นหลักยึดทางปัญญาและการทำงาน ซึ่งท่านได้รับมอบหมายจากวัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ให้ขับเคลื่อนการก่อตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่กรุงเทพมหานคร ณ สวนวชิรเบญจทัศ จนสำเร็จ และองค์การยูเนสโกได้บรรจุนาม “พุทธทาสอินทปัญโญ” เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี 2548 หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จึงมีความสำคัญในหลายมิติ โดยเป็น “โอเอซิสทางใจ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงธรรมะอย่างเข้าใจง่าย ฝึกจิตใจ พัฒนาชีวิต และค้นพบสันติสุขภายใน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความศรัทธาและบทบาทของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นพระภิกษุชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงเป็นแหล่งสื่อสารภูมิปัญญาจากภาคใต้สู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ ทำให้แนวทางธรรมะที่เกิดจากภาคใต้ กลายเป็นธรรมะสากล