ข่าวชาวสงขลานครินทร์

ม.อ. ปัตตานี ต้อนรับ Grand Mufti of Egypt พร้อมจัดปาฐกถาพิเศษ “อิสลามสายกลาง” เน้นอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม




มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดย คณะวิทยาการอิสลาม ได้ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.นะซีร มูฮัมหมัด อิยาด (Nazir Mohammed Ayyad) ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลาม (Grand Mufti) แห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในโอกาสเยือนคณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพบปะและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Wasatiyyah (Moderation) in a Diverse Society” แนวทางสายกลางในสังคมพหุวัฒนธรรม ณ ห้องประชุมอิมามอันวาวีย์ ชั้น 4 อาคารวิทยาอิสลามนานาชาติ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568




การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มูหัมมัดรอฟลี แวหะมะ คณบดีคณะวิทยาการอิสลาม กล่าวแนะนำพันธกิจและบทบาทของคณะในด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ประกอบด้วย คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษา จากคณะวิทยาการอิสลาม ผู้แทนจากคณะและหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป




กิจกรรมประกอบด้วย การอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน โดย นายกฤษณะ หังษาบุตร นักศึกษาสาขาการสอนอิสลาม ชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการอิสลาม และการปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์ ดร.นะซีร มูฮัมหมัด อิยาด ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลาม หรือมุฟตีแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Grand Mufti of Egypt) ที่บรรยายถึงแนวทางอิสลามสายกลาง (Wasatiyyah) ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม




ในปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.นะซีร มูฮัมหมัด อิยาด กล่าวโดยสรุปความได้ว่า “อิสลามยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีอิสระในการเลือกความเชื่อ และหลักการอิสลามก็ได้ให้อิสระในการนับถือศาสนา โดยปราศจากการบีบบังคับใดๆ ศาสนาของท่านคือศาสนาของท่าน และศาสนาของเราคือศาสนาของเรา”



พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.นะซีร มูฮัมหมัด อิยาด ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่จะทำให้สังคมสามารถร่วมมือกันเพื่อสร้างความเจริญและพัฒนาได้นั้น คือรากฐานแห่งความรัก การให้เกียรติซึ่งกันและกัน การเคารพสิทธิในการดำรงชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติยศของผู้อื่น รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมในสังคม อีกทั้งผู้ศรัทธาจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักการศาสนาของตน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในฐานะมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน”



โดยการมาเยือนครั้งนี้ นับเป็นภารกิจสำคัญในการส่งเสริมแนวทางวะสะฏียะฮฺ (อิสลามสายกลาง) อันเป็นรากฐานที่คณะมุ่งมั่นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนโดย ศูนย์วะสะฏียะฮฺศึกษา และถือเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยตอกย้ำบทบาทของคณะวิทยาการอิสลาม ในการเชื่อมโยงเวทีวิชาการกับประชาคมโลกมุสลิม ตลอดจนการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการอิสลามสายกลาง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม



นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของคณะในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในโลกมุสลิม ซึ่งพร้อมที่จะสืบสานบทบาทนี้ต่อไปอย่างมั่นคง