ม.อ. ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเภสัชวิทยา แด่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
สภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในคราวประชุมครั้งที่ 446 (4/2568) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เภสัชวิทยา) แด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงมุ่งมั่นในการทรงงานด้านเภสัชวิทยาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการสาธารณสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนชาวไทย ทำให้เกิดคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุขของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี 2563 เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรม
ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลายและครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า หรือ Targeted Therapy เป็นยาที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง อีกทั้งยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาชนิดยาเม็ด เป็นต้น
ผลจากการทรงงานด้านเภสัชวิทยาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100/IMCRANIB 100” และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทย โดยเฉพาะในมิติของ “เภสัชวิทยา” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาตำรับยา การผลิตยา การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องปฏิบัติการและการทดลองทางคลินิก การผลิตยาอิมครานิบในประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทางเภสัชวิทยา ทั้งในด้านเภสัชวิทยาเชิงโมเลกุล ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลไกการออกฤทธิ์ของยาในระดับเซลล์และยีน, เภสัชจลนศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการกำหนดขนาดยา ความถี่ในการใช้ และรูปแบบการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสในการยกระดับการทำวิจัยและพัฒนายาใหม่ โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นในอนาคต ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชวิทยา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านยาได้มากขึ้น สร้างความมั่นคงทางยาในระดับชาติ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ยังได้มีความสำเร็จในการพัฒนาเซลล์ต้นแบบ พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้ากลุ่มชีววัตถุตัวแรกของประเทศไทยคือยา “ทราสทูซูแมบ” (Trastuzumab) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในชื่อ “HERDARA” เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ด้วยเช่นกัน